Natapat 的个人资料+++ A L I V E +++照片日志列表 工具 帮助

+++ A L I V E +++

____ข อ บ คุ ณ ที่ รั ก กั น____
8月30日

อย่าท้อแท้กับการทำดี...

      จาก Blog ที่ผมเขียนเกี่ยวกับความประทับของพี่ตั๊กแตนกับน้องจั๊กจั่น  ซึ่งความประทับใจของผมอยู่ที่ความมีน้ำใจของคนทั้งสอง โดยผมไม่ได้สนใจว่าอดีตความเป็นมาของทั้งสองคนจะเคยเลวร้ายมาเพียงใด แม้ว่าจากข่าวที่ผมได้ฟังเมื่อเช้า จากเรื่องเล่าเช้านี้ หรือจากที่อ่านข้อมูลการขุดคุ้ยเพิ่มเติมจากเดลินิวส์ จะทำให้คนที่ผมมองว่าเป็นคนมีน้ำใจอย่างที่หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย กำลังจะกลายเป็นคนลวงโลกก็ตาม...
 
ถ้าพี่ตั๊กแตนหรือพี่เด่น หลอกลวงว่าเป็นใบ้หูหนวกจริง พี่ตั๊กแตนก็ผิดที่หลอกลวงผู้คน เอาจุดอ่อนจากความน่าสงสารมาเป็นจุดขายทำให้คนช่วยเหลือพี่ ช่วยซื้อตั๊กแตนจากพี่ สิ่งนี้ผมว่ามันไม่ถูกต้องและสมควรโดนต่อว่า
 
แต่ความมีน้ำใจของพี่ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือบริจาคเงินให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การทำบุญซื้อน้ำการกุศลที่น้องจั๊กจั่นไปช่วยขาย สิ่งเหล่านี้เป็นความดีของพี่เด่น ที่ผมขอชื่นชมและเชื่อว่ามันเป็นจิตสำนึกดีของพี่ ที่มีอยู่แล้วในตัวของพี่เอง
 
สุดท้ายความจริงจะเป็นอย่างไรใครจะหลอกใครจะจริงใจ ผมไม่สนใจ ผมสนใจแต่ว่า ความดีของคนทั้งสองที่ผมได้ไปอ่านเจอในขณะนั้น ทำให้ผมและอีกหลายๆคนรู้สึกมีกำลังใจในการทำดี ในการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น ไม่ใช่แค่ตัวเอง
 
 
อย่าให้เรื่องนี้มาบั่นทอนการตั้งใจทำความดีของเราเลยนะครับ ...
8月29日

การเมือง…

       ในแง่ของการปกครองประเทศ ในระบอบประชาธิปไตย เราคงหลีกเลี่ยงคำว่า “การเมือง” หรือ “นักการเมือง” ไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว การปกครองในแบบใดก็ตาม ก็ใช้คำว่าการเมืองอย่างแพร่หลาย

แต่ “การเมืองในที่ทำงาน” เป็นความหมายในเชิงลบ ถึงลบเอามากๆ ใครที่ยังไม่ได้เข้าสู่วัยทำงาน หรือได้ทำงานแต่ยังไม่เคยเจอการเมืองในที่ทำงาน ก็คงจะไม่รู้ว่า มันเป็นยังไงไอ้การมืองแบบนี้….

ผมได้ใช้ชีวิตการทำงานกับบริษัทเอกชนมาร่วม 5 ปี กับสถานที่ทำงาน 3 แห่ง สำหรับ 2 แห่งแรก เป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ทำงานกันแบบพี่น้อง คำว่า “การเมืองในที่ทำงาน” ก็เลยไม่เกิดให้ผมเห็นได้ชัดเจนเท่าไหร่ จะมีก็แต่อารมณ์เด็กๆ คนนั้นไม่พอใจคนนี้ ก็มีการฟ้องกันไปกันมา แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆในระดับพนักงานชั้นแรงงานทั่วไป

แต่กับที่ทำงานแห่งที่ 3 ที่มีพนักงานประมาณ 400 คน ความมากคน ก็ตามมาด้วยมากความ แต่นโยบาย “ทำงานอยู่ในมุมของตัวเอง” เพื่อตัดปัญหาเรื่องมากความที่มักจะตามมาถ้าเราเริ่มออกจากมุมของตัวเอง ซึ่งผมใช้มาตลอดตั้งแต่เริ่มชีวิตทำงาน

แต่ในความเป็นจริง การอยู่ในมุมก็ถูกมองว่าเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป มันก็ถูกที่ว่า การอยู่ร่วมกัน ต้องมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีน้ำใจให้กันและกัน แต่ในโลกแห่งการแก่งแย่งชิงดี ในโลกของการทำงาน การเป็นคนดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องดี + ฉลาด

ในโลกของการทำงาน ใครๆก็อยากทำงานสบาย เงินเดือนสูงๆ แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้กันมาง่ายๆ ตำแหน่งสูงๆ เงินเดือนมากๆ ในที่ทำงานแต่ละแห่งคงมีไม่มาก พนักงาน 400 คน คงไม่สามารถเป็นผู้จัดการได้ทั้ง 400 คน

นายกรัฐมนตรี มีได้เพียงคนเดียวในประเทศ ในขณะที่ประชากรไทยมีมากกว่า 60 ล้านคน การที่จะไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ต้องผ่านการคัดเลือก ผ่านการแข่งขัน ต้องใช้ทั้งความรู้ความสามารถอย่างมากกว่าจะไปถึงได้

ถ้าทุกอย่างขาวสะอาดโปร่งใส ไม่มีการสาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี แทงข้างหลัง ถึงขนาดเข่นฆ่า แย่งชิงเพื่อให้ได้มา… ก็คงไม่มีใครเอาคำว่า “การเมือง” มาใช้ในทางที่ไม่ดี กับที่ทำงานหรอกครับ

แต่ในเมื่อความรู้สึกต่อการเมือง เป็นทางลบ เมื่อมีการเมืองมาอยู่ในที่ทำงาน ก็แสดงว่า มันมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว…

เมื่อการเปลี่ยนในระดับหัวหน้างาน และผู้ช่วยหัวหน้างานในแผนก ปัญหาหนักอกของผู้จัดการ ก็คือจะหาใครมารับผิดชอบ ในตำแหน่งระดับนี้ได้ งานสายช่าง ที่ผมทำอยู่ จำเป็นอย่างมากที่ต้องมีผู้มีประสบการณ์ในระดับสูง ถึงสูงมาก และไม่ใช่แค่ความรู้ในระดับ Engineer เท่านั้น ต้องมีความรู้ในการบริหารการจัดการด้วย เกมการเมืองจึงเริ่มจากจุดนี้…

หัวหน้าช่างในแผนกผม ถูกเสนอชื่อขึ้นมาเป็นคนแรก และก็เป็นคนเดียวที่เหมาะสมที่สุด ด้วยความสามารถทางช่าง ที่เรียกได้ว่า เป็นมือหนึ่งของแผนก แต่การเสนอชื่อกลับถูกแทรกแซง ด้วยที่ปรึกษาของรองประธานกรรมการบริษัท ได้เสนอชื่อคนของตัวเองเข้ามา ซึ่งแม้ว่าในที่สุด มือหนึ่งของแผนกจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้า แต่ฝ่ายประสานงาน ที่เป็นผู้ช่วย ก็เป็นคนของที่ปรึกษาในที่สุด

ที่ปรึกษาต้องใช้ปากในการทำงานเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่าง ต้องใช้ฝีมือ นี่คือการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้า แต่ไม่ได้เป็น การเล่มเกมจึงเกิดขึ้น

ถ้าเป็นคนที่ทำงานด้วยการพูด เป็นนักพูด เป็นนักพากย์ พูดเสร็จ พากย์เสร็จ ก็เสร็จงาน แต่การทำงานของผม การพูดเป็นแค่ส่วนประกอบ การลงมือทำเป็นหัวใจ
“เรียบร้อยแน่นอน ผมรับรอง” ใครๆก็พูดได้ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับฟัง และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง คนที่ออกไปประสานงาน ออกไปตกปากรับคำกับฝ่ายอื่นๆ เขียนรายงานการทำงานในแผนกรายงานเบื้องบน โดยลงชื่อตัวเอง ทั้งๆที่การทำงานทั้งหมด ตัวเองแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ชี้นิ้ว แล้วบอกว่า “ช่วยทำให้หน่อยสิ”

พูดไทยคำ อังกฤษคำ กับพนักงานที่จบแค่ ม.3 เพื่อสร้างมาดตัวเองให้ดูเป็นหัวหน้า โดยไม่คำนึงว่า พนักงาน จะหมั่นใส้ และงงงวย กับคำพูดของพี่ท่านมากน้อยแค่ไหน
ตัดสินใจในการทำงานแทนหัวหน้า ในหลายๆเรื่อง ทั้งๆที่ตัวเอง ไม่รู้เรื่องเลย ไม่ว่าจะทางด้านเทคนิคและวิธีการ เพียงแค่จะสร้างภาพให้คนอื่นรู้ว่า ตัวเองตัดสินใจได้ในระดับเดียวกับหัวหน้า

และคนที่พูดน้อยต่อยหนักอย่างหัวหน้าคนใหม่ของผม ไม่นิยมสร้างภาพ แต่เมื่อถูกคนอื่นชิงสร้างความได้เปรียบในช่วงแรกไปแบบนี้ ก็เดือดร้อนสิครับ เพราะกว่าผลงานจะออกมาว่าดีหรือไม่ดี ก็คือช่วงท้ายๆของการทดลองงาน แต่ที่แน่ๆ คนพูดมากชิงความได้เปรียบไปแล้วในตอนนี้ (แม้ว่าท้ายที่สุด ผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างที่เขาต้องการก็ตาม)

การสร้างภาพให้กับหัวหน้าตัวจริง จึงเกิดขึ้นมา แต่ภาพที่ถูกสร้างนี้ เป็นภาพเหมือนที่นำมาจากตัวจริง ไม่ใช่ภาพแอ๊บแตร็ก ที่มองไม่ออกว่ามันเป็นภาพอะไร !!!

ยุทธวิธีเข้าหาผู้ใหญ่แบบเนียนๆ จึงเกิดขึ้น อีกฝ่าย มีที่ปรึกษาของรองประธานเป็นแบ็ค ทางเราก็มีผู้จัดการโรงงาน รวมทั้งหัวหน้าฝ่ายแต่ละแผนกเป็นแบ็คให้อย่างเต็มกำลัง

การรายงานการทำงานโดยให้เครดิต ผู้ทำงานจริงๆ ด้วยการลงชื่อผู้ทำงาน และรับรองการทำงานของหัวหน้าแผนก ถูกส่งให้กับผู้จัดการและผู้บริหารทุกวัน
การเข้าหาผู้จัดการโรงงานโดยนำปัญหาและวิธีการทำงานของแผนก ไปปรึกษาทุกวันโดยมีการสรุปการทำงานในแต่ละวันก่อนจะเข้าพบเสมอ ไม่มีการยกเมฆ

หัวหน้าผมใช้ความสม่ำเสมอในการทำงาน และสามารถชี้แจงรายละเอียดในการทำงานได้ เพราะเป็นงานที่ทำจริงๆ ขณะที่อีกคนหนึ่ง หายไปเป็นวัน แล้วกลับมานั่งยกเมฆเขียนรายงาน ขึ้นตรงต่อผู้บริหาร โดยข้ามหัว ผู้จัดการโรงงาน ทั้งๆที่ตัวเอง ทำงานภายได้ความดูแลของเขาแท้ๆ สิ่งที่ผมเข้าใจในการกระทำของเขาก็คือ เส้นที่ใหญ่เกินกว่าผู้จัดการโรงงานจะทำอะไรเขาได้ ทำให้เขาทำอย่างนั้น

และความเส้นใหญ่ บวกกับความมั่นใจในความสามารถของตัวเองของเขา ก็ทำให้ผมถูกเรียกไปพบกับผู้จัดการฝ่ายบุคคล ด้วยคำถามสั้นๆง่ายๆ “จะเอาหรือไม่เอามันดี”

ถ้าเขาเส้นใหญ่จริง คำตอบของผมคงไม่ทำให้เขาหายไปจากพวกผมอย่างถาวรอย่างในตอนนี้หรอกครับ.

แค่นี้ก็น่าจะรู้แล้ว ใครกันแน่ที่เส้นใหญ่จริงๆ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่ได้บอกว่า ผมเส้นใหญ่ หรือมีอำนาจอะไรไปสั่งให้ใครอยู่ใครไปได้ แต่สิ่งที่”นักการเมือง”พึงระลึก และสำนึกไว้ตลอดเวลา ว่าการจะขึ้นถึงจุดสูงสุด คุณต้องหยุดคู่แข่งด้วยการสร้างพันธมิตรที่มากกว่า เพื่อเป็นเสียงข้างมากในสภา เท่านั้นเอง… 

8月19日

พี่ตั๊กแตน & น้องจั๊กจั่น

วันนี้ ตื่นเช้ามาในช่วงเวลาปกติคือประมาณ 7 โมง ก็เข้าเน็ตแต่เช้า เพื่อเช็คข่าวบอลที่เตะกันเมื่อคืนตามประสาหนุ่มนักกีฬาทื่ไม่พึ่งพายาเสพติด รวมทั้งไม่เล่นการพนัน ดูบอลเอามัน เอาไว้ทับถมกันในวงการเท่านั้น (อิอิ)
 
soccersuck จะเป็นเว็บแรกที่ผมเข้า ตามด้วย Livescore เพื่อยืนยันผล หลังจากอ่านรายงานผลการแข่งไปจนหมด ผมก็เข้าบอร์ดวาไรตี้ เพื่อมองหากระทู้แจกรูปสาวๆอย่างเคย (หื่นแต่เช้า -_-') แต่แล้วผมก็สะดุดกับกระทู้หนึ่ง ที่เขียนว่า
มาดูความซึ้งของดารา ไทย ที่ ชื่อว่าจั๊กจั่นกันครับ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าไอ้กระทู้นี้ มันจะมาสร้างความซึ้งใจอะไรนักหนา ก็แค่ดาราทำความดีคนหนึ่งมั้ง ในความคิดผม แต่พอผมได้เข้าไปอ่าน จากกระทู้แรกที่เป็นเรื่องของน้องจั๊กจั่นใน soccersuck  ตามไปอีกกระทู้หนึ่ง ใน pantip จนท้ายที่สุดต้องตามหาอ่านเรื่องราวของ "พี่ตั๊กแตน" อย่างละเอียด
 
พี่ตั๊กแตน หรือพี่เด่น เป็นคนพิการทางหูและขา ถึงแม้พี่เค้าจะเป็นพิการ แต่ก็เพียงร่างกาย จิตใจแกยังเป็นนักสู้ รู้จักทำมาหากิน แกจะสานใบลานเป็นตั๊กแตนมาขาย ซึ่งแกจะตระเวนไปขายอยู่หลายๆที่ (จากที่อ่านข้อมูลในกระทู้ต่างๆ) แต่สิ่งที่ทำให้พี่เค้ากลายเป็น Talk of Internet ไม่ใช่แค่ความเป็นนักสู้ของแกเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "ความมีน้ำใจ" ของพี่เค้า ที่ทำให้ผมและหลายๆคนซาบซึ้งใจ
 
พี่ตั๊กแตน มีแม่ที่ป่วยอยู่ แกจึงต้องออกมาทำงานขายตั๊กแตนใบลานเพื่อหาเงินไปรักษา ความกตัญญูของพี่ตั๊กแตนก็เป็นความดีที่ผมเองก็ซาบซึ้งอยู่แล้ว แต่พอมาอ่านพบว่า วันที่มีขายดอกป๊อบปี้ เพื่อนำเงินเข้ากองทุน พี่ตั๊กแตนแกก็ไม่รอช้า เขยกเข้ามายื่นเงินเพื่อซื้อด้วย สีหน้าของพี่ตั๊กแตนตอนที่ยื่นเงินออกมาและรับดอกป๊อบปี้ไปติดที่หน้าอกดูมีความสุขอย่างมาก ความประทับใจแรกยังไม่หายพี่ตั๊กแตนก็ทำให้ผมยิ่งเพิ่มความประทับมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพี่ตั๊กแตนนำเงินทอนที่ได้มาจากการซื้อดอกป๊อบปี้ ไปมอบให้หญิงชราที่ตาเกือบบอดซึ่งร้องเพลงอยู่ใกล้ๆ.....
 
ความมีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของพี่ตั๊กแตนเป็นของจริง ที่หาได้ยากยิ่งในสังคมมนุษย์สมัยนี้ แล้วความมีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ก็ยังคงมีต่อไปโดยผ่านมาถึงน้องจั๊กจั่น อคัมย์สิริ ดาราสาวแสนสวย ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกันได้ เมื่อวันหนึ่งที่น้องจั๊กจั่นได้มีโอกาสไปช่วยงานอีเวนท์ เพื่อขายน้ำช่วยการกุศล และด้วยความบังเอิญที่พี่ตั๊กแตนอยู่แถวนั้น ขณะที่น้องจั๊กจั่นเข้าไปขอให้สาวๆกลุ่มหนึ่งช่วยกันทำบุญ แต่กลับถูกขอให้ถ่ายรูปด้วยกัน แต่ไม่ได้ทำบุญแต่อย่างใด แต่พี่ตั๊กแตนกลับเขยกเข้ามาพร้อมเงิน 20 บาท เพื่อขอซื้อน้ำทำบุญด้วย นาทีนี้เอง ที่น้องจั๊กจั่นกลั้นนำตาไม่อยู่ แล้วน้องจั่นเค้าก็หยิบเงินให้พี่คนขายตั๊กแตนไป 2000 บาทบอกว่าช่วยรักษาคุณแม่และให้พี่ไว้ซื้อข้าวซื้อน้ำทาน คราวนี้พี่คนขายตั๊กแตนน้ำตาใหลไปด้วยอีกคน น้องจั่นพูดว่า คนหน้าตาดี แต่งตัวสวยจิตใจยังแพ้พี่ชายคนนี้เลย
จากการพบกันโดยมีความมีน้ำใจเป็นตัวเชื่อม ทำให้น้องจั๊กจั่นได้มาช่วยพี่ตั๊กแตนขายของให้ โดยเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่ตั๊กแตนที่พูดไม่ได้ ซึ่งก็ช่วยให้พี่ตั๊กแตนขายของดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้งนี้ ผมบอกได้เลยว่า คุณงามความดีที่พี่ตั๊กแตนได้ทำสะสมมา จึงได้ส่งให้เกิดผลดีกับตัวเองอย่างที่พี่ตั๊กแตนได้รับจากน้องจั๊กจั่น
 
คน 2 คนจากต่างสังคม ต่างอาชีพ แต่กลับมีจุดร่วมกันที่ "ความมีน้ำใจ" ทำให้ได้มาพบมาเจอกัน มาทำให้คนไทย ได้สำนึก ได้หันมามองตัวเอง ว่าความดี ทำได้ไม่ยากเลย ขนาดคนพิการ ยังทำความดีเป็น แล้วคนอาการครบ 32 อย่างเราๆ ทำไมจะทำไม่ได้
 
------------------------------------------------------------------------------------
ลิงค์ทั้งหมดที่ผมไปอ่านมา กับเรื่องราวของพี่ตั๊กแตนครับ
 
 
3月6日

เกม

เพื่อน ..... น้องสาว ...... คนรู้จัก ...... คนแปลกหน้า ....... คนรัก ......
 
หากผมมีความเข้มแข็งในจิตใจมากกว่านี้ ผมคงไม่สับสน กังวล และคิดวุ่นวายใจขนาดนี้
 
ผมอ่อนแอเกินไป โลเลเกินไป.....
 
เกินกว่าจะรับมือสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ได้
 
[คนที่ผมเคยบอกว่า "รัก" ที่หายไปเนิ่นนาน นานจนผม(เกือบ)ตัดใจ กำลังจะกลับมา]
 
[ใครก็ไม่รู้ ที่อยู่ๆก็ปรากฎออกมาในช่วงที่จิตใจว่างเปล่า ทำให้ผมจิตใจสว่างไสว]
 
[คนที่เคยเอ่ยคำ"ขอโทษ"กับผม แล้วหายไปจากชีวิตผม จู่ๆก็กลับมาหาด้วยความสดใสร่าเริงเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น]
 
[คนที่ผมไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า หรือได้ยินเสียง แต่กลับให้ความสำคัญ ราวกับว่าเราเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน]
 
[คนที่มีความรู้สึกดีๆกับผม โดยที่ผมไม่รู้ตัว ได้หยิบยื่นไมตรีมาให้ และผมก็รับไมตรีนั้นไว้]
 
...............................................................................................
 
ทั้งหมด ไม่รู้จักกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ใช่คนเดียวกันเลย .........
แต่ทั้งหมด ได้เข้ามาในชีวิตผม ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
 
...............................................................................................
 
หากนี่เป็นเกม ผมคงสนุกกับการสับรางให้วุ่นวาย และพยายามเพิ่มคะแนนหัวใจ ให้เต็มในทุกๆคน
 
แต่ในความจริง ชีวิตคนจริงๆ คงไม่มีใครสามารถทำแบบนั้นได้ โดยไม่เกิดปัญหา และผมก็ไม่อยากมีปัญหา
 
เกมชีวิตนี้ ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนกดปุ่ม Start แล้วทำไมถึงต้องเป็นผมที่เป็นตัวละครในเกมนี้ด้วย !!!
 
 
ผมเคยเสียใจมาพอแล้ว ทำคนอื่นเสียใจมาก็มากแล้ว ผมไม่อยากให้ใครต้องเสียใจเพราะผมอีก
 
จะทดสอบผมไปถึงไหน !! จะให้ผมเล่นเกมนี้ทำไมอีก !!!
 
................................................................................................
 
 
เพราะไม่ว่าท้ายที่สุด เกมจะจบอย่างไร ก็ต้องมีคนเสียใจ มีผู้จากไป และอาจจะมีคนที่ไม่เหลือใคร
 
 
และเกมนี้ ไม่มีปุ่ม Reset ให้แก้ตัว ผมทำได้แต่เดินหน้าต่อไป โดยมีไอเทมและอาวุธเพียงหนึ่งเดียว ที่ใช้เล่นในเกมนี้ นั่นก็คือ "หัวใจ" มันจะเป็นทั้งเข็มทิศ ทั้งอาวุธ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พาผมไปสู่บทสรุปของเกมนี้ได้
 
 
 
................................................................................................
2月19日

ขอบคุณที่กลับมาให้รักกันอีกครั้ง....

เกือบครึ่งปี กับเวลาที่มันหยุดอยู่กับที่ ระหว่างผมกับใครคนหนึ่ง แต่ในคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หลังวันวาเลนไทน์ 1 วัน ที่ผมตัดสินใจส่งข้อความบางอย่างไปให้กับน้องคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่ผมให้ความสำคัญ ให้มาอยู่ในใจผม.....
 
ความเข้าใจผิด ที่ผมสรุปเอง เออเอง โดยไม่ได้พูดคุยกันให้เข้าใจ รวมทั้งเหตุการณ์ประจวบเหมาะอะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ต่างๆต้องยุติลง อย่างไม่คิดว่า จะกลับมาสานต่อได้อีก..... วันนี้ เธอกลับมา... กลับมาให้ผมอบอุ่นอีกครั้ง ......
 
แม้ว่าบางความไม่เข้าใจกัน จะยังคงมีอยู่ แต่ผมก็ไม่คิดจะให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาทำลายความสัมพันธ์ที่หวนกลับมาอีก
 
ผมชอบความหมายคำหนึ่ง ที่ใครบางคนนิยามให้กับการมีชีวิตคู่....
 
การที่คนเราจะรักกัน จะมีชีวิตคู่ด้วยกัน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากัน เพราะบางสิ่งบางอย่าง เราก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่การยอมรับ ในการเป็นตัวเองของอีกฝ่ายได้ ต่างหาก คือการที่คนเราจะรักกันได้อย่างยืนยง....
 
 
 
เวลาที่หยุดไป เกือบครึ่งปี วันนี้ มันกลับมาเดินอีกครั้ง และผมเองก็ไม่อยากจะหยุดมันอีกแล้ว ผมอยากให้มันเดินต่อไป ให้ยาวนานที่สุด ตราบเท่าที่ ความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีให้เธอ ยังไม่หมดสิ้น.......
 
 
 
............................................................................................................
 
................. ขอบคุณที่กลับมาให้รักกันอีกครั้ง ..........................
11月11日

7 ปีที่สูญหาย

เว่ยยยยยย ๆๆๆๆๆๆๆ หลังจากอัดอั้นมานาน ชีวิตที่ง๊อกๆแง๊กๆ ก็ได้ปลดปล่อยซะที 555 ขอบคุณเพื่อนๆที่รัก ที่ไม่ได้เจอกันตั้ง 7 ปี ที่ทำให้เพื่อนตัวดำๆคนนี้ ได้ลิ้มรสชาติของชีวิตที่ขาดหายมานานนม ...
 
ตอนนี้ชีวิต ก็มีชีวาได้กับเค้าซะที (ถึงจะยังไม่สมบูรณ์ เพราะยังขาดแฟนเหมียนเดิมก็เหอะ T_T) เพราะถึงยังไง การที่ได้เจอเพื่อนๆที่ถูกใจ ถูกคอ(ก๊ง) แค่นี้ก็สดชื่นขึ้นเยอะแล้ว
 
คิดๆแล้วเสียดายเวลาที่หายไปตั้ง 7 ปี ที่ไม่ได้อยู่กับพวกแก และไม่เคยได้ติดต่อกับพวกแกเลย
คำถามที่พวกแกเคยถามว่า กูออกจากโรงเรียนทำไม แต่กูก็ไม่เคยได้บอกความจริงกับพวกแกเลย เพราะสาเหตุที่กูได้ตัดสินเลือกทำไปนั้น มันส่งผลที่กูไม่ได้คาดคิด และมันก็เป็นความผิดพลาด ที่กูสัญญากับตัวเองไว้ว่า กูจะไม่มีวันทำอย่างนี้อีกเป็นครั้งที่สอง !!!!
 
ความผิดนี้ กูได้สารภาพให้เพื่อนเราคนนึงได้ฟัง ก็ไม่รู้ทำไมกูถึงได้บอกไป อาจเพราะเหตุการณ์มันซ้อนทับขึ้นมาคล้ายกับตอนนั้นมั้ง กูเลยไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก แม้ว่ากูจะไม่ได้เป็นคนทำ แต่กูก็ไม่อยากจะให้ใครก็ตามที่กูรัก ต้องมาเสียใจให้กูเห็นอีก
 
อนาคตข้างหน้าเป็นเรื่องที่ยังไม่มาถึง แต่มันก็คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่พอได้กลับมาเจอกับพวกแกแล้วกูอยากจะทำ อยากจะบอก อยากจะชดเชย เวลาที่สูญเสียไป ให้กลับมาให้เร็วที่สุด
 
 
 
ดีใจที่ได้กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมว่ะ.
 
 
7月30日

เลววววววววววว

ทำไมกูเลวอย่างนี้เว๊ยยยยยยยยยย !!!!!!!!
 
เลวในสายตาคนอื่น เลวเพราะไม่ตั้งใจ แต่คำว่า เลว ก็คือเลว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ...
 
จำใจยอมรับคำตราหน้าว่าเป็นคนเลว
 
ชีวิตคนดีที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือไงนะ พอชีวิตเปลี่ยนแปลง จึงทำให้มีแต่ความรู้สึกขุ่นมัวแบบนี้
 
แล้วตกลง คนดี คนเลว ใครมันมีความสุขมากกว่ากัน  ....
 

Sokuma Natapat

职业
地点
第 1 张,共 7 张